| |
 Keep Walking ... ผมได้ยินและได้เห็นโฆษณาของเหล้ายี่ห้อหนึ่ง ... เค้าคงอยากบอกว่าจงดื่มต่อไป ตราบใดที่ตับของคุณยังไม่แข็ง และครอบครัวยังไม่ล่มสลาย ... ผมมีวาระซ่อนเร้นกับเหล้า แต่ก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร เพียงแต่ใช้ชีวิตกับมันอย่างคนเข้าใจพอสมควร ... ผมดื่มบ้างบางเวลา แต่ไม่ตลอดเวลา เหมือนกับหลายๆ คนที่ผมคุ้นเคย ... น่าเศร้า ...
เมื่อรถรางจอดสนิท ... ผมเดินออกจากรถฯ มาเนือยๆ วันนี้คงตื่นเช้าไปหน่อย ปกติผมจะนอนดึก ประมาณตีหนึ่งถึงตีสอง แล้วตื่นหกโมงเช้าเพื่อไปทำงานให้ทัน ที่ทำงานของผมเข้างานเจ็ดโมงครึ่ง แต่เข้าเร็วก็เลิกเร็ว สามโมงครึ่งผมก็ได้กลับบ้านแล้วถ้าอยากกลับ ... แต่วันนี้พิเศษตรงที่เป็นวันเสาร์และแม่อยากไปเที่ยวเขาวังเพชรบุรี ... นับครั้งไม่ถ้วนแล้วสำหรับผมที่เดินทางผ่านเขาวัง เมื่อใดที่กลับบ้านที่ปราณบุรี ผมต้องขับรถผ่านเขาวัง เกือบยี่สิบปีที่ออกจากบ้านมาเรียนหนังสือและทำงาน ทุกครั้งที่เดินทางกลับบ้าน ผมต้องผ่านเขาวัง ... พระนครคีรี เป็นสิ่งคุ้นเคยสิ่งหนึ่งของผม ... แต่กระนั้น ก็ไม่ใคร่สนิทนัก ...
เมื่อสาวเท้าจากสถานีรถรางบนเขาวังมาได้นิดหน่อย ตาก็ประสบกับบานประตูสีแดงใหญ่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า มีรั้วสแตนเลสเล็กปิดทางขึ้นชั้นบนอยู่ข้างๆ ... ทางนี้คงปิดตาย ... ผมคิดอย่างนั้น ... เมื่อยืนพักเหนื่อยอยู่ตรงนั้นสักพัก ใจก็ประหวัดไปถึงทางตีบตันและคับแคบของบ้านเมืองในเวลานี้ ... มันคงไม่ต่างกันนัก ประตูใหญ่ปิด ทางอื่นที่พอจะเดินออกไปได้ ก็มาถูกปิดด้วยรั้วกั้นเล็กๆ ... เส้นทางของบ้านเมืองจะเป็นเช่นใด ... จะมีใครมาเปิดประตูแดงบานใหญ่นี้หรือไม่ ... รั้วสแตนเลสที่กั้นอยู่จะถูกยกออกไปอย่างไร ...
ผมคิดถึงคำๆ นี้ ... Keep Walking... ก็ถ้าเมื่อมาถึงทางตัน แล้วมันจะวอร์คกิ้งไปได้ยังไง จะวอร์คไปทางไหนได้ ... ผมมองเห็นผู้เข้าร่วมประท้วงที่ "คุ้นเคย" เมื่อปี 35 เห็นผู้นำประท้วงเหล้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ ดูช่างละม้ายคล้ายคลึง ... ผมมองเห็นหลายอย่าง ... แต่มองไม่เห็นอนาคตของการชุมนุมว่าจะจบลงที่ใด ... คนที่อยู่ก็เก่ง แต่ไม่น่าไว้ใจ ... คนที่มาไล่ก็น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ ...
หลังจากวันที่ 26 นี้คงรู้ว่า ... ใครจะมาเปิดประตูสีแดงบานใหญ่นี้ ? ... คุณพอทราบบ้างไหม ...
ช่วยตอบผมที ...
-------------------------------------------------
การถ่ายภาพ ... ผมถ่ายภาพนี้ด้วยกล้องสามร้อยดำ เป็นไฟล์ RAW เนื่องจากทริปนี้น่าจะกินเวลาไม่นาน ซึ่งก็ไม่นานจริงๆ ประมาณยี่สิบนาทีได้ :) ... หลังจากที่ขึ้นมาบนเขาวังแล้วก็ยืนมองรอบๆ เพื่อลองดุมุมว่ามุมไหนน่าสนใจบ้างหรือไม่ รวมทั้งประกอบกล้องกับเลนส์ให้พร้อมเพื่อใช้ทำการรบ เอ้ย ... พร้อมถ่ายภาพ ... :)
เมื่อเห็นประตูสีแดงแล้วก็มองไปรอบๆ ประตูว่า หากจะเอาประตูเป็น subject จะได้หรือไม่ แล้วองค์ประกอบของภาพเป็นอย่างไร ... เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่าพอได้ ก็ยกกล้องขึ้นเล็งและจัดองค์ประกอบภาพ ... หมุน C-PL ดูมุมที่ตัดแสงสะท้อนและให้สีของท้องฟ้ากำลังดี จากนั้นก็กดมาหนึ่งแชะ ขยับท่าทางอีกนิดหน่อย ปรับซูมอีกเล็กน้อยแล้วก็กดมาอีกหนึ่งแชะ ... รวมเบ็ดเสร็จสองแชะในไฟล์ RAW ... ก็มีการบ้านใน ps อีกล่ะสิเนี่ย ... :)
ในการโมฯ ภาพผมเน้นไปที่ประตูสีแดงว่าจะต้องเห็นรายละเอียด แต่ว่าจะไม่เห็นแบบชัดเจนเพื่อสือถึงความทึบเทาและไม่ชัดเจน เพื่อประกอบการ "เขียน" ให้แจ่มชัดมากขึ้น ... แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ว่าภาพมันไม่ออกไปทางดุ แต่ออกไปทางหวานมากกว่า :) เลยไม่เข้ากับการเขียนเท่าไหร่ ;P ...
การเพิ่มรายละเอียดในประตูนั้นทำได้หลายแบบทั้งการ dodge และ burn หรือการ select ทีละส่วนแล้วปรับ level หรือจะใช้การซ้อน Layer แล้วเลือกการ blend แบบ screen แล้วใช้ history brush ก็สามารถทำได้ ... เทคนิคเหล่านี้มีอธิบายอยู่อย่างละเอียดในหนังสือของ Scott Kelby ราคาเล่มละ 195 บาทในรุ่น cs ส่วน cs2 ราคา 230 บาท ... รักชอบเล่มไหนก็ไปดูกันเอาเองน่อ ... แต่แนะนำเลยว่าควรมีอย่างยิ่ง :)
EOS 300D EF 10-22 @ f/11 ISO : 200 File : RAW Retouched : PS CS RAW Converter : RAW Shooter
//หนอน ...... แด่มิตรภาพครับ ... Friends & Fun ... 
 ปกติมันต้องน้ำไหลไฟดับใช่ม๊าาาาาาาาาาา ???? ... ก็ทู้นี้เค้ายังฟรีสไตล์ได้ ....
http://www.pantip.com/cafe/camera/ topic/O3698518/O3698518.html
.... เราก็เอามั่งเด้ ..... กร๊ากกกกกกกกกกส์ ..... ส่งรูปอย่างเดียว .... ไม่เลี้ยวเข้าเนื้อเรื่อง .... ฮ่า ๆๆๆๆ ....
.... ลุยโลด .... เอิ้ก ๆๆๆ

 "เมื่อไหร่จะแปะรูปสักทีล่ะ"
เจ้าพจน์อาฮุยถามในขณะที่ผมกำลังคีบเตี๋ยวส์ใส่ปาก ซึ่งวันนั้นก็นัดกับหลายๆ คนไปกินเตี๋ยวส์กันใกล้ๆ ที่ทำงานของผม ซึ่งจะนัดกันเป็นประจำ ในบางวันบางเวลาที่ว่างและพอจะ "หนี" เจ้านายมา "แรด" กับเจ้าพวกนี้ได้ ...
ผมเหลือบตามองเจ้าของคำถามพลางคิดถึงกระทู้ "โอนลี่วันพิค" ที่มาถึงตอนที่ 5 และหลังจากนั้นมันก็เหมือนหมดสภาพทางเพศหรืออาจ "เป็นหมัน" ไม่มีทายาทกระทู้รุ่นที่ 6 สืบต่อ ไร้ซึ่งเงื่อนไขใดหรือเหตุผลอะไรที่จะตอบมันได้ นอกจาก "ไม่ว่างว่ะ งานเยอะ เรียนด้วยสอบด้วย หาอารมณ์เขียนไม่ได้ " ผมว่าฟังเข้าทีนะ สำหรับคนที่ไม่มีรูปที่พอจะได้เรื่องได้ราวมาโพสต์ พร้อมทั้งคำบรรยายโม้สะบั้นหั่นแหลกและไม่ 'เทืองอย่างที่ "วุ้นวิลลี่ (ไส้ไหล) ณ ฮ่องกง" มันปรามาสพร้อมทั้งเงยหน้าหัวเราะงอหายที่หลอกด่าผมได้ ... เอาเถอะ เห็นแก่ลูกเล็กๆ ทั้งสองคนของมัน เด็กๆ คงอยากมีพ่อไว้ดูเล่นต่างหน้ายามโต ... คราวนี้ยกให้ กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่คงได้ชำระกันหลายกลม ( หมายเหตุ : ไส้ไหล เป็นชื่อกลาง นัยว่ามันคงอยู่ฮ่องนานเกินไปจนติดเชื้อของนักล่าอาณานิคม เจ้านายเดิมของเกาะ ก่อนจะกลับสู่อ้อมอกแผ่นดินแม่ )
หลังจากที่ภาระหนักค่อยๆ หมดไปทีละอย่างสองอย่าง "เวลา" ที่ผมโหยหามานานนับเดือน ก็มานั่งอยู่ตรงหน้า พร้อมทั้งอนุญาตให้หยิบจับลูบคลำและนำมันไปใช้ได้อย่างที่ใจต้องการ ผมรู้สึกว่า ควรจะเอาไอ้ "เวลา" ไปชำระเสียบ้างก็น่าจะดี เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมเจ้าตัวเวลานี่มันถึงได้หายากหาเย็นนัก มีแต่คนก่นด่าว่าชีวิตของตัวเองน่าจะมีเวลามากกว่า 24 ชม. ต่อหนึ่งวัน แต่สำหรับผม 24 ชม. มันมากไป กิน ขี้ pee นอน ไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 24 ชม. หรอก 24 นาทีก็มากเกินไปแล้ว ...
กลางเดือนมกราคม
ผมมีโอกาสเดินทางไปเพชรบุรีกับเพื่อนๆ หลีกหลบความวุ่นวายของสังคมเมืองออกไปปะทะสายลมของชนบท สูดหายใจเข้าเต็มปอดเหี่ยวๆ แหกปากตะโกนก้องใส่ทุ่งนาอย่างเมามัน ถึงจะไม่ได้อยู่ในปัจจัย 4 แห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่การท่องเที่ยวก็ซึมซับเข้าไปในสายเลือดของผมเกินกว่าจะเยียวยาได้อีกต่อไป ... ช่างหัวมัน เมื่อไหร่การท่องเที่ยวในเลือดผมเกิดเป็นพิษขึ้นมา ผมจะเลี้ยงกระเพาะปลาตอนสองทุ่ม ... ชัวร์ ... เบิ้ลได้ไม่จำกัด ...
ผมมองเห็นมุมภาพนี้ตอนที่เดินทางมาแจมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย เวลานั้นผมมีภาระที่ต้องกลับไปกราบเท้าแม่ที่เคารพพร้อมลูกสะใภ้ที่แสนดี ดีจนบางครั้งผมเองก็สับสนว่าระหว่างผมกับเมีย ใครกันแน่ที่เป็นลูกแม่ ... เพราะรู้สึกเค้าจะดูแลลูกสะใภ้ดีเกินหน้าเกินตาลูกชายคนนี้เกินเหตุ 8-) ... อย่าเพิ่งเซ็ง ... ชีวิตการอ่านของคุณเพิ่งแค่เริ่มต้น ... นี่แค่ "โอนลี่วันพิค 6" เท่านั้น ......
.... ผมรักคนอ่านว่ะ ... สาบาน ....
อย่าแปลกใจถ้าผมจะลากคุณออกทะเล ผมโตมากับทะเล ถึงไม่ได้ไปแช่อยู่กับมันตลอด 24 ชม. ( 24 ชม. อีกแล้ว) แต่ผมก็รู้จักและคุ้นเคยกับทะเลพอสมควร ... ผมเกลียดทะเล ....
"แม่ม ... เหงาโคด ๆ"
ถึงไหนแล้ว ... อ้อ ... โอเค ... ผมเห็นมุมภาพนี้หลังจากที่ไปแจมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยก่อนจะกลับบ้านพาเมียไปอ้อนแม่ที่ปราณบุรี แต่ทว่าในเวลานั้นสภาพแสงไม่อำนวยให้ผมตั้งกล้อง พระอาทิตย์ตกไปแล้ว แสงน้อย และท้องฟ้าก็ขาดสีสัน อย่างที่ใจผมต้องการ อย่าลืมว่าผมใช้ฟิล์ม แถมเป็น Velvia 50 ... มุมภาพนี้จึงติดหนี้ที่ต้องสะสางกันข้ามอาทิตย์ต่อมา ... แล้วเวลาก็ดำเนินไปตามเส้นทางของมัน ...
... 1 สัปดาห์ผ่านไป ...
คราวนี้ผมกลับมาเพชรบุรีกับเพื่อนอีกกลุ่มใหญ่ จะแวะที่ไหนบ้างก็ช่างเหอะ มันหลายอยู่ ขืนมานั่งบอกว่าไปไหนกันมั่ง กระทู้นี้คงอ่านกันสามวัน แถมเขียนอีกสองเดือน ... คงมีบางคนที่สนใจใคร่ขว้างระเบิดใส่กระทู้นี้มั่งไม่มากก็น้อย ...
สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากเดินขึ้นมาถึงหอดูดาว ก็คือการประกบเลนส์ตัวเก่ง vivitar 19-35 เข้ากับบอดี้เน่าๆ แต่แสนดี EOS 50 ทาสผู้ซื่อสัตย์ แล้วยืนนิ่งๆ มองไปที่หอดูดาว (ชื่อจริงว่ากระไร ใครทราบวานบอก) พร้อมทั้งจินตนาการไปว่าหากไปยืนอยู่ในตำแหน่งต่างๆ แล้วภาพตรงหน้าจะเป็นลักษณะใด เหตุที่ผมทำแบบนี้ นัยว่าจะทำให้ชีวิตมันมีจินตนาการมากขึ้นแล้ว มันยังทำให้เราประหยัดเวลาในการเดินหามุมกล้องไปได้อีกโข หลังจากตกลงปลงใจแล้วก็หยิบขาตั้งมารับน้ำหนักของอ๊อด 50 แล้วกางราบเกือบติดพื้น เอนตัวมองและจัดองค์ประกอบภาพให้ได้อย่างที่ต้องการ บิดซูมไปที่ 19 มม. ซึ่งเต็มที่ของมันแล้ว ... จัดภาพให้มีการถ่วงน้ำหนักกันระหว่างโครงสร้างของหอฯ กับท้องฟ้า การวางเส้นโค้งของหอ เส้นตรงของไม้ระแนง ( ไม่แน่ใจว่าผมเรียกถูกหรือไม่นะ สำหรับไม้ซี่ ๆ ด้านบนของภาพ) และวงกลมของเสาดังภาพ ... ผมเลือกที่จะถ่ายภาพในช่วงเวลาเย็นๆ เพราะต้องการแสงสีเหลือง พร้อมกับท้องฟ้าสีฟ้า ไม่ว่าจะถ่ายอะไร หากไม่เป็นการวุ่นวายนัก ผมจะไปตอนช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้น ส่วนตอนเที่ยง นอนอืดอยู่บ้านน่าจะเป็นความคิดที่สุดยอดกว่า ...
เนื่องจากสภาพแสงใกล้เคียงกันในแต่ละส่วนของภาพ ผมจึงเลือกระบบวัดแสงแบบเฉลี่ย แต่ประทานโทษ ลืมดูที่ปุ่ม dial ว่าตั้งอะไรเอาไว้ ปกติผมจะตั้งไว้แบบ patial แต่มาคราวนี้ใจคิดว่าจะใช้เฉลี่ย แต่ดันไม่ได้ปรับไปที่เฉลี่ย ภาพก็เลยออกมาจะติด over ไปนิดหน่อยเนื่องจากว่า จุดวัดแสง partial มันไปทาบอยู่ในส่วนมืดคือไม้ระแนงเข้าพอดี ... พอชะโงกหน้าไปดู อ้าว ... เวง .... กดไปแล้ว แต่ก็เอาเหอะ ของมันพลาดกันได้แต่ก็ไม่น่าตายน้ำตื้นเยี่ยงนี้ ... หลังจากที่ปรับไปเป็นเฉลี่ย ก็จัดการวัดแสงแล้วบวก over ไปอีก 1 stop เพราะทั้งภาพเป็นโทนสว่างและหอดูดาวก็ออกจะสีขาว ช็อตนี้ถ่ายคร่อมมาสองภาพ รวมกับอันแรกเป็นสามเฟรม ... 30 บาท อยู่ข้างหลังไปแล้ว ... จริงๆ แล้วลักษณะภาพแบบนี้วัดแสง partial ก็ได้เหมือนกันโดยวัดไปที่ส่วนสว่างของหอดูดาวแล้วปรับ over เพิ่มสัก 1.5 stop ก็ให้ผลที่ใกล้เคียงกัน แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่กล้องของแต่ละท่านด้วย เข้าใจมันให้ดี แล้วใช้มัน ...
... ภาพนี้หากมีเวทย์มนต์เสกได้ดั่งใจปรารถนา ... ใคร่ขอให้เมฆาสลายไป ...
น้ำเน่าไปนิด ... แต่คิดเองว่าหากท้องฟ้าไม่มีเมฆ เป็นลักษณะท้องฟ้าเข้มราบเรียบน่าจะได้ฟิลด์พอสมควร ... หลังสแกนภาพจาก flatbed ตัวเก่ง (แต่ก็เน่า) ก็นำมากระทำชำเราต่อใน ps โดยปรับเพิ่ม sat , contrast , sharpen ... ลบฝุ่นบางจุดแต่ก็ยังหลงเหลืออยู่ ... ในโลกนี้มีหญิงที่ไร้ซึ่งขี้แมงวันอยู่ด้วยหรือ ?
ความจริงรูปนี้เกือบจะถูกเก็บเอาไว้ในที่ ๆ มันไม่ควรจะอยู่ แต่หลังจากที่หนอนท้วมส์ได้สบตากับความโค้งมน ....
" รูปนี้พอได้พี่ ใช้ได้ ๆ" .....
wording นี้เป็นส่วนหนึ่งของการหยิบเอามันออกมาจากซองสไลด์ขาวขุ่นของ iq lab ลากเอาไปสแกนและนำไปแปะไว้ในเว็ปแห่งหนึ่ง ... หนี้เตี๋ยวส์ได้ชำระแก่มันเป็นที่เรียบร้อย ... หากไม่มีมัน ความโค้งมนนี้คงลงไปอยู่ในกล่องเก็บฟิล์ม ... ในความเห็นผม มันพอดูได้ แต่ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากนัก ... แต่อีกหลายคนในอีกหลายที่ ไม่คิดอย่างผม ...
... เที่ยงของวันหนึ่ง ....
"เมื่อไหร่แปะรูปซะทีล่ะ ? " "รูปไรวะ ?"
"ก็โอนลี่วันพิคไง" "ไม่มีรูปที่ได้เรื่องได้ราวเลยว่ะ หารูปทำยายาก พักนี้ก็ไม่ค่อยมีอารมณ์จะเขียนด้วย"
"ไอ้รูปที่ sig ไง" "รูปไหนวะ ?"
"รูปที่ไปเพชรบุรีน่ะ " "อ๋อ ... เออๆ จริงแฮะ ... พอได้ๆ เดี๋ยวหาจังหวะว่างๆ ก่อนแล้วค่อยเขียน"
................. นอกจากเจ้าท้วมส์ ก็มีเจ้ากอลฯ ... ไม่งั้น .... "โอนฯ" คงยืดไปอีกสามชาติ ....................
//หนอน ...... แด่ผองเพื่อนด้วยมิตรภาพ .... Friends & Fun .... 8-)
ปล. ทั้งภาพและความในทู้นี้น้อมรับคำแนะนำอย่างสร้างสรรนะคร้าบบ ... ก่อนเปิดกรุณาอ่านฉลาก --> http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O3543548/O3543548.html
ดื๊บๆ ไปชงกาแฟก่อง ... อาจรวบยอดตอบทีเดียว หรือไม่ก็เบี้ยวไปเลยนะครับ .... 8-)

 วันนี้ไม่มีนิยายนะ .... เอาแน่เอานอนไม่ได้ครับ ... แล้วแต่รมณ์ ...//ฮ่าฮ่าฮ่า .... วันนี้มือสมัครเล่น (แน่อยู่แล้ว ผมไม่ได้ถ่ายรูปได้ตังค์นิ ) มาบ่นอีกแว้วครับ .... 8-) ... โอเช ... ต่อจากของเดิม ...http://www.pantip.com/ cafe/camera/ topic/O3223456/ O3223456.html
รูปนี้อยู่ในตำแหน่งขาตั้งเดิมครับไม่ได้ย้ายไปไหน ... เปลี่ยนมาเป็นเลนส์ 70-300 ใช้ที่ 300 มม. f/8 ครอปรูปเอาเฉพาะองค์พระธาตุ ( ด้วยเลนส์นะไม่ใช่ ps :) แล้วก็ดวงอาทิตย์ .. ตอนนี้รีบร้อนจัดคอมโพฯ ไปหน่อยครับเลยทำให้พื้นที่เงาดำมากเกินไป กลัวว่าดวงอาทิตย์จะหลบหายไปซะก่อนเลยพลาดครับ ...
วัดแสงก็เหมือนเดิมครับ เฉพาะจุดใกล้กับดวงอาทิตย์ แล้วถ่ายที่พอดี ซึ่งจะทำให้ท้องฟ้าเข้มขึ้นอีกหน่อย ถ้าบวกเพิ่มก็ได้ครับแล้วแต่ชอบอ่านะ ผมชอบรูปเข้มๆ ครับ ... ภาพซิลฯ แบบนี้ชดเชยแสงค่อนข้างง่ายครับ เพราะว่ายังไงฉากหน้าก็ดำแน่ๆ ( อย่าไปวัดผิดจุดนะครับ ) จะให้เข้มหรือให้สว่างก็ +/- เอาตามสะดวก ใครมีดิจิม่อนสบายเลยครับกดเผื่อไว้ก่อนครับ ... (อยากได้อ่ะ ) ...
ซิลฯ แบบนี้ภาพแบนอ่า ... ขาดมิติครับ ... แต่ว่าก็น่าจะมีผสม ๆ กันนะ ซิลฯ แบบมีมิติกับไม่มีมิติ เลือกเอาหลายๆ มุมหลายๆ แบบครับ .... ภาพนี้กดมาภาพเดียวเลย เพราะไม่ซับซ้อนครับ มือใหม่ซ้อมได้เลย ( มือเก่าผ่านทู้นี้ไปเลยนะ )
ผมคิดว่าในตำแหน่งๆ หนึ่งเราสามารถหามุมภาพได้หลายมุมครับ จากเลนส์เรานี่แหละ ค่อยๆ มองดีๆ อาจจะมีมุมให้เราได้ถ่าย อาจจะไม่เป็นประเภทเห็นภาพแล้ว "โอ้โห" แต่ก็น่าจะอยู่ในระดับปกติทั่วไปได้ขะรับ ... อย่างรูปนี้ผมมองว่าอยู่ในระดับพอใช้ ...
Comment ตัวเอง :
-- พท. เงาดำด้านหน้าเยอะไปหน่อย เงยกล้องขึ้นอีกนิดน่าจะเวิร์คกว่า หรือไม่ก็ ps work ซะ .... -- เอียงนิดหน่อย แล้วก็เว้าออกนิดๆ น่าจะบิดด้วย free transform :)
//หนอน .... อีกวิธีที่จะแก้ได้ ... คืออย่าถ่ายชอตนี้ซะเลยดีฝ่า ... เปลืองฟิล์ม ... .... เอาน่า ... คราวหน้าไปก็ไปตั้งขาตำแหน่งอื่นแร้ววววว .... .... ไปโรงเรียนก่อนคร้าบบบ ... มือใหม่อาจได้ไอเดียบ้างน่อ ... มือเก่าหนีไปเลยนะ ... //ฮ่าฮ่าฮ่า ...

 ในปกติของวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หลายๆ คนอาจนอนตื่นสายเพื่อพักผ่อนให้เต็มที่ ผมเองก็เช่นกัน ในทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ ผมมักจะนอนตื่นสาย นัยว่าเพื่อเป็นการพักผ่อนหลังจากการตรากตรำที่จะต้องสวมบทบาทของมนุษย์เงินเดือน เป็นนักศึกษาที่ไม่ค่อยจะน่ารักของอาจารย์ และในบทบาทของคนเป็นพ่อ ซึ่งผมเองยังไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้นมากนัก หลายครั้งหลายเวลาที่ผมมักจะถามตัวเองว่า เราทำหน้าที่ของคนเป็นพ่อได้ดีแค่ไหน เรากำลังทำอะไรให้ลูกบ้าง แต่เปล่าเลย สิ่งที่ผมทำก็คือทำให้เค้าเกิดขึ้นมาแล้วส่งให้เค้าไปอยู่กับยาย ในขณะที่ตัวเอง ก็ตั้งข้ออ้างให้ตัวเองว่าต้องทำงาน ต้องเรียน และขาดงบประมาณที่จะจ้างคนมาเลี้ยงเค้าที่บ้าน ก็ได้แต่หวังว่า เหตุผลที่ผมยกขึ้นมาหาข้ออ้างให้ตัวเองนั้น จะปลอบใจตัวเองให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ...
14.00 น. ............. ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าในวันเด็กนี้ผมจะทำอะไรได้มากกว่าการโทรศัพท์ไปฟังเสียงเจ้าตัีวเล็ก ยายของเค้าเอาโทรศัพท์ไปวางไว้ข้างๆ ให้เค้าได้ส่งเสียงผ่านโทรศัพท์บ้าน มาตามสายทองแดงและอณูของอากาศ ผ่านมาที่หูของคนเป็นพ่อ นั่นคงเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ยามที่เราต้องห่างกันเกือบ 600 กม. แม่ของเค้าก็รู้สึกไม่ต่างกัน ...ใช่สิ .... วันนี้วันเด็ก ......
15.00 น. .............. วันนี้รถติดพอสมควร ผมออกจากบ้านตอนบ่ายสองกว่า ๆ เพิ่อจะมาเดินซื้อหนังสือเก่าๆ ที่จตุจักร เดี๋ยวนี้สวนจตุจักร์แปลกไปจากที่ผมเคยรู้จัก ครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่่ ผมแน่ใจว่าเป็นเวลาอย่างน้อยล่วงปีมาแล้ว ครั้งนั้นยังมีชายหนุ่มบ้างไม่หนุ่มบ้าง เดินสอบถามผู้คนที่เดินผ่านในบริเวณแผงหนังสือด้วยคำพูดที่ซ้ำซาก แผ่วเบา .... "โป๊ไม๊พี่ .... โป๊ไม๊" ... ครั้งนี้คล้ายกัน เพียงแต่สินค้าที่เขาเสนอให้ หาใช่หนังสืออย่างที่ผมเคยถูกสอบถามเมื่อครั้งมาเดินแผงหนังสือเมื่อเก้าปีที่แล้วไม่ แต่เป็น "ซีดีไม๊พี่ เด็ดๆ เพียบ" .... อืม ... แวบหนึ่งสั้นๆ ในความคิด ... CD 'จานคงจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ .......
17.30 น. .............. ตอนลงจากแท็กซี่มา ... ผมสังเกตว่าจุตจักรเปลี่ยนไป ... แต่คงไม่หรอก ... จตุจักรยังคงเป็นจตุจักรที่ผมเคยรู้จักครั้งแรกเมื่อยี่สิบบกว่าปีก่อน ... เพียงแต่เวลานี้มันอาจจะเปลี่ยนจากเดิมที่ฝุ่นเต็มตลบ ร้อน และ วุ่นวาย ... มาเป็นจตุจักรใหม่ที่ online บน net หรือ write ลง CD เท่านั้น .....
+++ พักนี้น้าๆ คงสงสัยว่าผมกินยาผิดขนานหรือเปล่า ถึงได้แจมทู้แหกแนว ... ... จริงๆ แล้วยังไม่ได้บ้าครับ แค่เพี้้ยนนิดหน่อย ... อิๆ ... คือว่าอยากเ้ปลี่ยนแนวมั่งอ่ะ ... ใน "โอนลี่วันพิค" ป๋มก็ลองตั้งทู้ในลักษณะของ "งานเขียน" อ่ะ ... ลองใช้ภาษาที่เป็นลักษณะของงานเขียนมั่ง ... แค่นั่นแหละ ... แต่อย่าหวังว่าจะได้อย่างคนอื่นเค้านะ .... แค่อยากเขียนก็เขียนอ่ะดิ ... เรื่องคุณภาพว่ากันทีหลังนะ ... เอิ้ก ๆๆๆ ..... แต่แจมทู้ยังติงต๊องเหมือนเดิมค้าบบบ .... เอิ้กๆๆๆ ..... ..... เอิ้ก ๆๆๆๆๆๆ ..... 8-)
ต่อเนื่องจาก ...โอนลี่วันพิค 3 : ... อัสดง ... ภาพนี้ผมถ่ายด้วย 24-85 ของหนอน ในตำแหน่งขาตั้งเดิม เพียงแต่เปลี่ยนเลนส์ แล้วขยับกล้องลองหามุม และสายตาก็ไปสะดุดกับแสงที่ส่องกระทบกับแนวต้นไม้ข้างๆ จัดองค์ประกอบภาพแล้วพอดูได้ ผมก็เลยกดภาพนี้มา การวัดแสงนั้นคราวนี้ใช้เฉพาะจุดครับ วัดบริเวณสว่างใกล้ๆ กับดวงอาทิตย์แล้วชดเชยเพิ่มประมาณ 1.5 ผมจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ หน้ากล้องที่ 5.6 เมื่อเช็คชัดลึกแล้วเห็นแฟลร์เป็นทาง ก็เลยถือว่าเป็นความน่าสนใจของภาพนี้แทนจะเป็นผลเสีย หากไม่มีแฟลร์ ผมมองว่าภาพนี้ก็อยู่ในข่ายปกติ แต่พอมีขึ้นมาก็แปลกตาไปอีกหน่อย เลนส์ตัวนี้มีความบิดเบือนแบบโค้งเข้าที่ 24 มม. แต่พอซูมมาที่ระยะกลางๆ และปลาย กลับกลายเป็นแบบเว้าออกครับ ... พอสังเกตเห็น ....
ส่วนของ PS ผมใช้ Free Transform เหมือนเดิม เพิ่มความอิ่มตัวของสีนิดหน่อย เพราะภาพนี้เปิด over กว่าภาพเดิม ทำให้แสงที่ท้องฟ้าจืดไป แต่ที่เสียดายหนักก็คือรายละเอียดในเงามืดบริเวณต้นไม้ที่หายเรียบบบบบบ .... ไม่เหลือเลย ... ส่องกับฟิล์มยังเห็นเพียบครับ flatbed ตัวเก่งจัดการซะเกลี้ยง .... ขยับ level แล้วก็ได้แค่นี้แหละครับ ... ...
ถ้าผมมี Dslr : ก็คงเหมือนเดิมแหละ ...เพียงแต่ว่าเปลี่ยนเป็น RAW แล้วก็กดกาจายยยยย .... ปรับเปลี่ยน WB ด้วย เผื่อจะได้ผลที่แปลกตาออกไป .... เวลาตั้งกล้องแล้วผมมักจะปรับเลนส์ไปที่กว้างสุดแล้วก็หมุนดูตำแหน่งไปเรื่อย ... พยายามดูในช่องมองภาพว่าเราจะคอร์ปส่วนไหน แล้วจากนั้นก็ูซูมเข้าไปเฉพาะส่วนที่ต้องการ ... อย่างภาพนี้บังเอิญเห็นแนวแสงที่กระทบแนวไม้ ก็ลองๆ จัดองค์ประกอบภาพดู เห็นแฟลร์ด้วย ก็เลยลองกดมาซะหน่อยเผื่อว่าจะดี ... ออกมาก็โอเชครับ ...ได้แฟลร์มาหนึ่งดอก .... 8-)
...... ผมอยากให้ under กว่านี้สักหน่อยอ่ะ ... ผมว่ามัน over ไป ...... แต่ที่ต้องการก็คือครึ่งซีกสีเทาอ่า ... เดี๋ยววันนี้ว่จะไปเดินหาเสียหน่อย ... ถ้ามีครึ่งซีกผมจะได้ท้องฟ้าเข้มขึ้นแล้วก็มี detail ของฉากหน้าด้วยอ่ะ .... สำคัญๆ ... Friends & Fun นะคร้าบบบบบบ .... ....
เพิ่มเติม : แก้จาก "เว้าเข้า" เป็น "เว้าออก" ....
แก้ไขเมื่อ 10 ม.ค. 48 11:09:46

 หลังจาก "โอนลี่วันพิค 2 : Don't take it away from me" ที่โพสต์ล่าสุดเมื่อร่วมเดือนมาแล้ว ผมก็มีภาระหลายเรื่อง ไม่้มีเวลาสแกนรูปเลย ... กว่าจะได้สแกนก็เลยมาปีใหม่แล้ว ... แ่ต่ยังคงเป็น "โอนลี่วันพิค" เหมือนเดิม ....
ขณะที่กำลังสแกนรูปจากเครื่องสแกนแบบ Flatbed ที่เก่าคร่ำคร่าและสีเพี้ยนแปร่ง ผมมองดูภาพที่สแกนมาด้วยอารมณ์ที่ยังโศกสลดเนื่องมาจากเหตุการณ์ Tsunami ที่พี่น้องชาวภาคใต้ของประเทศเราต้องประสบ ... พลันสายตาก็ไปสะดุดกับภาพดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ... ในแวบหนึ่งของความคิด ผมรู้สึกว่าชีวิตเราเริ่มต้นขึ้นทางทิศตะวันออก สาดส่องแสงเจิดจ้านำทางให้กับหลายชีวิตรอบข้าง ทอแสงและเปล่งประกายมอบแสงสว่าง ความอบอุ่นและส่องนำทางให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ... ใหักับญาติให้กับพี่น้องและเืพื่อนฝูงอันเป็นที่รัก ... เริ่มจากดิน ... อยู่กลางฟ้า ... และกลับลงสู่ดินอีกครั้ง ...
ชีวิตดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ แสงสว่างที่ส่องมานั้นอบอุ่นสว่าง และพุ่งขึ้นถึงขีดสุดของชีวิตในยามเที่ยงวัน จนรู้สึกถึงความร้อนแรงแห่งแสงของความต้องการ ... ค่อยๆ ลดระดับลงในยามบ่าย แสงยังคงอบอุ่นและร่าเริงไปด้วยสี เมื่อถึงบั้นปลาย จะเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม ถึงแม้ว่าจะส่องนำทางได้ไม่ชัดเจนเท่ากับตอนกลางวัน แต่นั่นก็มีความหมายที่ควรมอง และยิ่งต้องมองเห็น เมื่อยามที่แสงทอประกายสีระยิบระยับ ส่งมอบประสบการณ์และความรู้ที่มีใหักับผู้ที่อยู่เบื้องล่าง ... ขึ้นไปอยู่ในจุดสูง ลงมาอยู่ในภาวะปัจจุบัน ...... จนละเลือนหายไปในแนวเขา ... ลับลงสู่ดิน ... มันเป็นจุดสิ้นสุดในทิศทางตรงข้ามกับจุดเริ่มต้น ... แต่ความงามของสองภาวะ ..... ไม่ต่างกัน ... แสงยังคงสว่าง...สวยงาม...อบอุ่นเสมอมา ... และตลอดไป .........
....... ขอน้อมอาลัยแด่ผู้เสียชีวิต ... ด้วยจิตน้อมคารวะ ......... _/\_
ผมยืนถ่ายภาพนี้ที่ลาน ฮ. ตรงข้ามกับทางเข้ากิ่วแม่ปาน ... ผมมาที่ดอยอินทนนท์หลายครั้ง แต่ไม่่เคยเลยสักครั้งที่จะได้เจอดวงอาทิตย์ตกดินแบบเต็มดวง ... ทุกครั้งที่เจอจะต้องมีเมฆหรือหมอกมาบดบังทำให้การถ่ายภาพทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะถ่ายมาก็คาดหวังไม่ค่อยได้ .... แต่ครั้งนี้ ... เหมือนโชคชะตาจะเป็นใจให้ผมได้เจอกับสิ่งที่อยากจะเห็น ... ผมอยากถ่ายภาพซิลูเอทขององค์พระธาตุมาตั้งนานแล้ว ... ครั้งนี้สมหวังเสียที ...
จริงๆ แล้วผมกดมาหลายช็อตสำหรับการตั้งกล้องที่ลาน ฮ. ใช้เลนส์หลายตัวได้ภาพที่ "ขี้เหร่น้อยๆ" มานิดหน่อย ... พอได้ชื่นใจ เมื่อยามส่องสไลด์กับหลอดไฟบนเพดานบ้าน (แน่ล่ะผมต้องการกล่องไฟ :) ... ภาพนี้ถ่ายด้วยเลนส์ Tamron 70-300 mm. macro 1:2 ระยะน่าจะประมาณ 70-100 มม. ซึ่งจำไม่ได้ละเอียดนัก ... การวางองค์ประกอบของภาพผมวางองค์พระธาตุไว้ทางด้านมุมล่างขวา เพื่อเปิดพื้นที่ด้านซ้ายให้กว้างเนื่องจากทิวเขาเป็นเงาดำทึบจากมุมล่างซ้ายเฉียงขึ้นมาทางขวา ... มีทางเลือกมากมายสำหรับการวางองค์ประกอบของภาพเมื่อยืนอยู่ในตำแหน่งที่ผมกำลังยืนอยู่นี้ ... "โอนลี่วันพิค" ... ในครั้งต่อๆ ไปผมจะลงภาพเงาดำขององค์พระธาตุในมุมมองอื่นๆ และเลนส์ต่างขนาดกัน ... ซึ่งจะเห็นว่าในตำแหน่งหนึ่งตำแหน่ง ... สามารถสร้างความแตกต่างในมุมมองได้ด้วยการเลือกใช้ขนาดทางยาวโฟกัส , ชนิดเลนส์ และการควบคุมแสง ...
ผมถ่ายที่ F11 เพราะ่ต้องการให้แสงเป็นแฉก ( เหมือนกับภาพซิลูเอทวัดพระธาตุดอยสุเทพที่เคยโพสต์ไปแล้ว ) ถ่ายย้อนแสงตรงๆ ชัตเตอร์จะสูงสักหน่อย ภาพที่ได้จะมีเปอร์เซ็นต์สั่นไหวน้อย ... เลนส์ตัวนี้เมื่อถ่ายภาพย้อนแสงตรงๆ แบบนี้จะไม่ปรากฎแฟลร์มากนัก แต่ถ้าวางดวงอาทิตย์หรือแหล่งกำเนิดแสงแรงๆ เอาไว้มุมขอบภาพเมื่อไหร่ได้เรื่อง ... ผมถอดฟิลเตอร์ราคา 150 บาท ของ kenko ออกเสมอเมื่อต้องถ่ายภาพด้วยเลนส์ตัวนี้ ใส่ไว้เพื่อ protect จริงๆ ... ฟิล์ม Velvia 50 ยังคงแสดงความอลังการแห่งสีสันได้สุดยอดสะใจเหมือนเดิม รวมทั้งคอนทราสต์อันแสนประทับใจ ... เมื่อไหร่ Fuji เิลิกผลิต Velvia 50 นั่นอาจจะเป็นเวลาที่ผมคงเริ่มเก็บตังค์อีกครั้งเพื่อซื้อ Dslr ... :) ในส่วนของ ps ผมใช้ Free transform เพื่อแก้ไขความบิดเบี้ยวที่องค์พระธาตุอันเนื่องมาจากเลนส์นิดหน่อย ไม่มีการปรับแก้สี ... เพราะที่มีก็เหลือพอแล้ว ... ที่เหลือเป็นกระบวนการมาตรฐาน ลดไซด์ ใส่ sharpen กรอบ แล้วก็สถานที่รวมทั้งวันเวลาที่ถ่าย ...
การวัดแสง ... ภาพนี้ผมใช้แบบเฉลี่ยเลย ... วัดเท่าไหร่ถ่ายเท่านั้นภาพที่ได้เป็นเงาดำแน่นอน ส่วนการที่จะชดเชยแสงหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ว่าพื้นที่เงาดำและส่วนสว่างในภาพมีมากน้อยแค่ไหน และ้ต้องการภาพแบบใด หรือถ้าหลายๆ ท่านถนัดที่จะใช้เฉพาะจุดก็วัดไปยังจุดที่ใกล้ดวงอาทิตย์ แล้วชดเชยให้ over สัก 1-1.5 ก็ได้เหมือนกัน จะ over มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกล้องแต่ละคนครับ การวัดเฉลี่ยในกล้องแต่ละยี่ห้อก็คล้ายๆ กัน แต่การถ่ายภาพที่พอดีของกล้องแต่ละยี่ห้อก็อาจให้ภาพที่ได้รับแสงต่างกัน ... กล้องใครกล้องมันครับอันนี้ ... ทดลองกันเอง ... อีกสองสามภาพที่จะโพสต์ใน "โอนลี่วันพิค" คราวต่อๆ ไปนี่ผมวัดแบบ spot ครับ ... ภาพที่ได้ก็ไม่ต่างกันมากนัก จะเห็นได้ชัดก็เป็นองค์ประกอบภาพเสียมากกว่า .... ณ ลาน ฮ. นี่ผมคิดว่าคงมีเพื่อนๆ นักถ่ายภาพมาตั้งขาตั้งกันเป็นพันๆ คนแล้ว ผมเองก็พยายามจะหาความต่างในความเหมือน แต่คงทำได้เท่าที่จะพอมีความสามารถแหละครับ ...
//หนอน ..... หวังว่าไอเดียของผมจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ได้บ้างนะครับ .....

 คิดถึงฟิล์ม ... นั่งปล่อยใจไปเรื่อยๆ ตอนอยู่บนดอยอินทนนท์ ก็นึกไปว่าจะมีฟิล์มขายให้เราได้ซื้อใช้นานสักเท่าไหร่กันหนอ ... คนใช้ฟิล์มจะมีเหลือสักกี่คน ... พวก "แนว" เดียวกันกับเราจะยังหาได้หรือเปล่านะ หรือว่าเราจะเปลี่ยนไปเล่น Dslr ดี ฯลฯ
แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปของตัวเองหรอก...คงเป็นการคิดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาวัยรุ่นตอนปลายๆ มั้ง ... 8-) ...
หนอนหนามเตย : กลับมาผมก็มีไอเดียว่าจะตั้งทู้ที่แปะภาพเพียง 1 ภาพแล้วจะบรรยายว่าทำไมถึงได้ถ่ายภาพๆ นั้น ถ่ายทำไม ถ่ายอย่างไร แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็น มือสมัครเล่นพันธุ์แท้ ก็มีอาการลังเลว่าจะทำดีหรือ ... รูปที่ได้เรื่องได้ราวของเราก็คงจะมีสักกี่มะน้อยกันเชียว ... ฝีมือเราก็ไม่ได้ดีเด่อะไร นานๆ จะฟลุ๊คสักทีนึง ...
แต่อีกใจหนึ่งก็แย้งว่า ... รูปหนึ่งรูปอาจจะมีความหมายกับคนที่โพสต์มา เค้าอาจมีความประทับใจกับภาพนั้นๆ มันอาจไม่ต้องสวย ไม่ต้องครบองคาพยพแห่งภาพ หากแต่เมื่อภาพนั้นมีที่มา มีความหมาย ไยเลยจะไม่ส่งเหตุแห่งความประทับใจนั้นไปยังผองเพื่อนชาวหนอนเล่า ...
ณ เช่นนั้ ... มันจึงเป็นที่มาของ "โอนลี่วันพิค" ... หนึ่งกระทู้ หนึ่งภาพประทับใจครับ ...
... ด้วยเหตุแห่งเพื่อนและผลของมิตรภาพ ... Friends & Fun ...
Camera : Canon EOS 50 Lens : Vivitar 19-35 @ 19 mm. f/11 + hyperfocus Film : Fuji Velvia Filter : C-PL - Max วัดแสง spot
ถ่ายภาพตอนเช้าเพราะต้องการแสงสีเหลืองทองเพื่อขับให้องค์พระธาตุดูเด่นขึ้น และคนน้อยเลือกมุมถ่ายได้มากครับ ยืนกางขาตั้งอยู่พักนึงให้คนพ้นจากเฟรมไป ... แล้วก็กดมาโลด ... ภาพนี้ไม่แน่ใจว่หากปรับ cpl ลดลงแล้วแสงสะท้อนจะมากหรือเปล่า เลยไม่กล้าลอง แต่ที่ได้มานี่ฟ้าเข้มเป็นแถบ แบบว่าเข้ามุม pl พอดี ...คราวต่อไปอาจต้องลองไปเวลาอื่น ... จะได้ลด pl ลงแล้วฟ้าจะเป็นธรรมชาติขึ้น ... และไม่เป็นแถบๆ ....
ชิมลางสองทู้แรกโดน ... เละ ... .... ก็มันมีน้อยอ๊ะ ... โพสต์ทีเดียวก็หมดแว้ววววว .... 8-) ... มีน้อยต้องค่อยๆ ใช้แต่ประหยัดกันนะ .... ....
แบบว่า ... กลัวจะลืมกันซะก่อน .... ฮี่ ๆๆๆ .... เอาน่าน้า ๆ ....
หนอนหนามเตย <-- หนอนพันธุ์นี้นับวันจะเหลือน้อยนะ ... อนุรักษ์กัไว้เหอะ ..... จะได้มีสีเด็ดๆ คอนทราสต์จัดๆ พักยกให้ดูมั่ง ....
จากคุณ : โบ๊ท - [ 15 ธ.ค. 47 13:42:19 ] 
 นี่เป็น "โอนลี่วันพิค" แบบเป็นทางการกระทู้แรก ... เขียนไว้ว่า ...
" เห็นคนอื่นเค้ายิง dslr กันชั๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วบาดใจ .... อ้ายเรารึกว่าจะเล็งกว่าจะได้แต่ละรูป ... เค้าไปไหนต่อไหนกันแล้ว .... .....
ส่วนเพิ่มเติม :
Vivitar 19-35 at f/11 Velvia 50 C-PL - Max "

 รีวิวนี้ไม่ได้เอามารีวิวอะไร เพียงแต่ว่าจะเอาไว้เก็บกระทู้ "โอนลี่วันพิค" ที่เคยโพสต์ไว้ๆ ในกาลก่อน :) เดี๋ยวจะหลงลืมเสียหมด ...
จุดเริ่มต้นของไอเดีย "โอนลี่วันพิค" เกิดเนื่องมาจากเจ้ารุ่งได้ใช้ A40 ถ่ายภาพน้ำตกแม่กลาง โดยก่อนถ่ายผมก็บอกไปว่าเวลาถ่ายภาพน้ำตก ควรจะหาฉากหน้าเพื่อให้ภาพมีมิติของความลึกซึ่งจะดูดีกว่าการถ่ายภาพตรงๆ โดยไม่ "เล่น" กับ perspective ... แล้วพันละยาที่แสนดีก็ไม่ทำให้ผิดหวัง :) ไปกดรูปในมุมนี้มาด้วย A40 พอผมเห็นเท่านั้นแหละ ... ปิ๊งทันทีเลยเดินย้อนกลับไปที่น้ำตกแม่กลางอีกครั้งแล้วก็จัดการลอกการบ้านเมียซะ ... จึงพูดได้เต็มปากว่ารูปนี้เป็นของเมียจ้า ... ฮ่า ๆ
หลังจากกลับมาจาก ชม. ก็สแกนรูป แต่ว่าการสแกนต้องใช้เครื่องสแกนของแผนกอื่นทำให้สแกนได้ช้า วันหนึ่งอาจจะได้สักสองสามรูปเท่านั้น รูปน้ำตกแม่กลางนี้ก็เป็นหนึ่งในรูปที่ได้ถูกสแกนในวันนั้น ... และบังเอิญอีกเช่นกันที่วันนั้นของขึ้นอยากตั้งทู้ ... ก็เลยเอารูปนี้มาแค่รูปเดียว ... แล้วแปะลงไป และพอดีช่วงนั้นที่ห้องหนอนแปะรูปกันเยอะมาก ๆๆๆๆๆๆ รูปชัดบ้างไม่ชัดบ้าง โอเวอร์ อันเดอร์หนักๆ แบบว่าตั้งใจอย่างแต่ภาพออกมาอีกอย่าง ฯลฯ ซึ่งจะมีปริมาณเป็นหลัก ...
ผมก็เลยสวนกระแส ด้วยการแปะเพียงแค่รูปเดียว พร้อม "เขียน" ประกอบภาพรวมทั้งสอดแทรกเทคนิคและแนวคิดในการถ่ายภาพลงไปในกระทู้ด้วย ... ซึ่งเป็นการบอกนัยๆ ว่าการโพสต์นั้นอยากให้บอกด้วยว่าทำไมถึงถ่าย ตอนถ่ายคิดอย่างไร และมีเทคนิคอะไรในการถ่ายบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นการดีกว่าการแปะรูปเยอะ ๆๆๆๆๆ แต่ไม่ได้ที่มาที่ไปของภาพ ... และขาดคุณภาพของภาพ "มากเกินไป" ...
ภาพนี้ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าใช้ได้ ... หากท้องฟ้าจะเข้มน้อยลงกว่านี้สักนิดจะดีมาก ๆ ในส่วนองค์ประกอบภาพถือได้ว่าดีทีเดียว เป็นมุมมองที่ผมเองยังไม่เคยเห็นจากน้ำตกแม่กลาง ... จุดเด่นของภาพนี้คือสายน้ำและก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่เป็นฉากหน้า ... ถือได้ว่าดีมากสำหรับมือใหม่อย่างคุณพันละยา :)
รูปน้ำตกแม่กลางนี้จึงเป็นเหมือน "ต้นฉบับ" ของ "โอนลี่วันพิค" อย่างแท้จริง ... ภาพนี้โพสต์วันที่ 9 ธ.ค. 47 เวลา 09:18:37 น.

| | |
|
|